ดูแลคอมก่อนจะโดนบุก
posted on 30 Aug 2008 19:37 by mrwar in TALKTalk: เรื่องราวไม่ค่อยเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองสักเท่าไหร่ แต่ก็สำคัญสำหรับวอร์ทีเดียวเมื่อไม่นานมานี้ก็บุกเข้าเครื่อง เพราะความไม่โดนมานานเลยไม่คิดอัพเรื่องนี้เอาไว้ แต่ไหนๆก็โดนแล้วไปเอาข้อมูลมาเผยแผ่ให้ได้ เชิญอ่านเลยจ้า
Cradit : ThaiCERT: Thai Computer Emergency Response Team
...................................................................................................
ไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เกือบทุกคนเคยประสบมาแล้ว
ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าท่านจะเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกไวรัส
คอมพิวเตอร์คุกคามระบบมาแล้ว
แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าในความจริงแล้วไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร
ไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาคุกคามระบบของท่านได้อย่างไร
วิธีแก้ไขระบบที่ถูกคุกคามเป็นอย่างไร และที่สำคัญคือ
ทำอย่างไรจึงจะทำให้ระบบของท่านปลอดภัยจากไวรัสคอมพิวเตอร์
ผมขอนำเสนอความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์เบื้องต้นอย่างพอเป็น
สังเขป
เพื่อให้ท่านสามารถป้องกันระบบจากการถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคามได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
ไวรัสคอมพิวเตอร์คืออะไร
ในอดีต คำว่า
"ไวรัสคอมพิวเตอร์"
เป็นนิยามของโปรแกรมที่สร้างปัญหาและก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆ
กับเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถแพร่กระจายตัวเองจากไฟล์หนึ่งไปยังไฟล์อื่นๆ
ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
แต่ไม่สามารถแพร่กระจายข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งการที่ไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถแพร่กระจายข้ามเครื่องคอมพิวเตอร์ได้นั้น
มีสาเหตุมาจากการที่ผู้ใช้นำไฟล์ที่มีไวรัสคอมพิวเตอร์ไปใช้บนเครื่อง
คอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น นำแผ่น diskette หรือสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ
ที่มีไฟล์ของไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่มาใช้งาน เป็นต้น
อย่าง
ไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปไวรัสคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนารูปแบบ
เทคนิคการแพร่กระจาย ความสามารถ
รวมทั้งความรุนแรงในการก่อความเสียหายให้ระบบ ที่แตกต่างไปจากเดิมมาก
ดังนั้น ปัจจุบันคำว่า "ไวรัสคอมพิวเตอร์"
จึงมีความหมายที่กว้างขึ้นไปจากเดิมและมีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า
"มาลแวร์ (Malware: Malicious Software)"
ซึ่งหมายถึงชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ใดๆ
ที่ได้รับการจัดทำขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเสียหายให้แก่
เครื่องคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
และอาจมีความสามารถในการเคลื่อนที่จากคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
หรือจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งได้ด้วยตัวเอง
นั่น
คือ ปัจจุบัน "ไวรัสคอมพิวเตอร์" ถูกนำมาใช้ในความหมายของ "มาลแวร์"
กันอย่างกว้างขวาง (ในบทความนี้ก็เช่นเดียวกัน)
ซึ่งนอกจากจะหมายถึงไวรัสคอมพิวเตอร์ในรูปแบบก่อนๆ แล้วนั้น ยังรวมไปถึง
(หรืออาจประกอบมาจากส่วนประกอบที่กล่าวถึงข้างล่างนี้)
-
หนอนอินเทอร์เน็ต (Internet Worm) ซึ่งหมายถึง
โปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถแพร่กระจายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น
ได้ด้วยตัวเอง โดยอาศัยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อี-เมล์ หรือ
การแชร์ไฟล์ ทำให้การแพร่กระจายเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง
-
โทรจัน (Trojan) ซึ่งหมายถึง
โปรแกรมที่ออกแบบมาให้แฝงเข้าไปสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้อื่นในหลากหลาย
รูปแบบ เช่น โปรแกรม หรือ การ์ดอวยพร เป็นต้น เพื่อดักจับ ติดตาม
หรือควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกคุกคาม
- โค้ด
Exploit ซึ่งหมายถึง
โปรแกรมที่ออกแบบมาให้สามารถเจาะระบบโดยอาศัยช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการหรือ
แอพพลิเคชันที่ทำงานอยู่บนระบบ เพื่อให้ไวรัสหรือผู้บุกรุกสามารถครอบครอง
ควบคุม หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดบนระบบได้
- ข่าวไวรัสหลอกลวง
(Hoax) ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบของการส่งข้อความต่อๆ กันไป
เหมือนกับการส่งจดหมายลูกโซ่ โดยข้อความประเภทนี้จะใช้หลักจิตวิทยา
ทำให้ข่าวสารนั้นน่าเชื่อถือ
ถ้าผู้ที่ได้รับข้อความปฏิบัติตามอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบ
คอมพิวเตอร์ เช่น
การให้ลบไฟล์ข้อมูลที่จำเป็นของระบบปฏิบัติการโดยหลอกว่าเป็นไวรัส
คอมพิวเตอร์ ทำให้ระบบปฏิบัติการทำงานผิดปกติ เป็นต้น
หมายเหตุ:
เมื่อกล่าวถึง hoax จึงขอนำเสนอความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของ hoax
อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่ไวรัสคอมพิวเตอร์
แต่เป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่พบเห็นได้มากขึ้น
เรื่อยๆ ในปัจจุบัน นั่นคือ "Phishing" ซึ่งเป็นการปลอมแปลงอี-เมล์
(E-mail Spoofing)
และทำการสร้างเว็บไซต์ปลอมที่มีเนื้อหาเหมือนกับเว็บไซต์ของจริงและมี
Address ใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริง
เพื่อทำการหลอกลวงให้เหยื่อหรือผู้รับอี-เมล์เปิดเผยข้อมูลทางด้านการเงิน
หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ อาทิ ข้อมูลของหมายเลขบัตรเครดิต บัญชีผู้ใช้
(Username) และ รหัสผ่าน (Password) หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน
หรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ
ไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาคุกคามระบบได้อย่างไร
โดยปกติแล้วไวรัสคอมพิวเตอร์เข้าคุมคามระบบได้เนื่องจากสาเหตุหลักๆ 3 ประการ คือ
1) มีการเรียกใช้งานไฟล์ที่มีไวรัสคอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่
ในส่วนของสาเหตุจากการที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เรียกใช้งานไฟล์ที่มีไวรัส
คอมพิวเตอร์ฝังตัวอยู่แล้วทำให้ระบบถูกไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาคุกคามได้นั้น
เป็นสาเหตุซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี
นอกจากการฝังตัวอยู่กับไฟล์ของผู้ใช้งานซึ่งเป็นรูปแบบของไวรัสคอมพิวเตอร์
แบบยุคต้นๆ แล้วนั้น
ในปัจจุบันไวรัสคอมพิวเตอร์มักจะใช้หลักจิตวิทยาที่เรียกว่า Social
Engineering เพื่อทำการล่อลวงให้ผู้ใช้งานเรียกเปิดไฟล์ที่เป็นไวรัส เช่น
แฝงมาในรูปแบบของโปรแกรมการ์ดอวยพร หรือ โปรแกรม screen saver หรือ
แฝงอยู่ในไฟล์ที่ได้รับมาจากบุคคลที่ผู้ใช้รู้จัก
ซึ่งผู้ใช้อาจจะได้รับมาทางอี-เมล์ที่มีการปลอมแปลงว่ามาจากบุคคลที่ผู้ใช้
รู้จัก หรือไวรัสอาจแฝงอยู่ในรูปแบบของ link ในอี-เมล์หรือเว็บไซต์ต่างๆ
ที่หลอกลวงให้ผู้ใช้ click เพื่อเรียกใช้งาน เป็นต้น
2) ระบบที่ไม่มีการใช้งานโปรแกรม Anti-Virus หรือมีการใช้งานโปรแกรม Anti-Virus แต่ไม่ได้ทำการ update ฐานข้อมูลไวรัส
สำหรับสาเหตุหลักอีกสาเหตุหนึ่งของการที่ระบบถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคามคือ
การที่ระบบไม่มีการใช้งานโปรแกรม Anti-Virus หรือมีการใช้งานโปรแกรม
Anti-Virus แต่ไม่ได้ทำการ update ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ซอฟต์แวร์ Anti-Virus
ส่วนใหญ่จะสามารถต่อต้านการคุกคามจากไวรัสคอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมรู้จักซึ่ง
จะได้รับการจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus Definition
Database) ซึ่งจำเป็นต้องมีการ Update
ฐานข้อมูลดังกล่าวนี้ให้ทันสมัยอยู่เสมอเพื่อให้โปรแกรมรู้จักและสามารถต่อ
ต้านไวรัสคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ๆ ได้ บางท่านอาจมีความเชื่อที่ผิดๆ
ว่าหากมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ Anti-virus
บนระบบแล้วไวรัสคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถเข้ามาคุกคามระบบได้
ในความเป็นจริงแล้วถึงแม้ระบบจะมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าวอยู่
แต่หากไม่มีการ update ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยอยู่เสมอ หรือ
ไม่มีการใช้งานซอฟต์แวร์ Anti-virus
เพื่อตรวจสอบโดยละเอียดว่าระบบปราศจากไวรัสคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอแล้ว
นั้น ไวรัสคอมพิวเตอร์ก็ยังอาจสามารถเข้ามาคุกคามระบบได้
ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ซอฟต์แวร์ Anti-virus
จะได้รับการติดตั้งและใช้งานอย่างเหมาะสมทุกประการ
แต่ระบบก็ยังอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกคุมคามอยู่หากระบบมีช่องโหว่
(Vulnerbilities) ซึ่งจะกล่าวถึงในช่วงต่อไป
3) ระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่บนระบบมีช่องโหว่ (Vulnerbilities) พร้อมทั้งระบบมีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย
สำหรับสาเหตุในส่วนของการที่ระบบมีช่องโหว่นั้นยังไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจและ
ตระหนักถึงกันอย่างถ่องแท้มากนัก ในความเป็นจริง
ระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ที่ทำงานอยู่บนระบบมักจะมีช่องโหว่อยู่ทั้งสิ้น
ซึ่งมักจะมีผู้ค้นพบช่องโหว่ใหม่ๆ ของระบบอยู่เรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
ช่องโหว่ (vulnerbilities) มีความหมายคล้ายๆ กับ จุดบกพร่อง (Bugs)
ของระบบ โดยรวมๆ ช่องโหว่หมายถึง
การที่ระบบมีช่องทางให้ผู้โจมตีสามารถเข้ามาครอบครอง ควบคุมการทำงาน
นำไวรัสคอมพิวเตอร์มาเรียกใช้งาน หรือ ทำการบางอย่างบนระบบได้
ในกรณีที่ท่านใช้ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows
ท่านสามารถตรวจสอบว่าระบบของท่านมีช่องโหว่อะไรบ้างได้โดยการเรียกใช้งาน
Windows Update หรือ browse ไปที่ http://windowsupdate.microsoft.com/
ท่านอาจพบว่าระบบของท่านมีช่องโหว่ที่ร้ายแรงมากมาย
ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้เป็นช่องทางให้ไวรัสคอมพิวเตอร์หรือผู้ไม่ประสงค์ดี
สามารถเข้ามาในระบบของท่านผ่านเครือข่ายได้
การที่ระบบมีช่องโหว่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่า
"อยู่ดีๆ ก็ติดไวรัส" นั่นเอง
นอกจากนี้การใช้งานระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ในบางลักษณะก็ทำให้เกิดช่อง
โหว่ได้ เช่น การให้โปรแกรมเปิดอ่านอี-เมล์และไฟล์ที่แนบมาโดยอัตโนมัติ
การอนุญาตให้บุคคลอื่นนำไฟล์มาติดตั้งบนระบบได้ (Full-Right File Sharing)
เป็นต้น
การแก้ไขระบบที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์
การแก้ไขระบบที่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคามนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับไวรัส
ที่เข้ามาคุกคามระบบ
ดังนั้นก่อนอื่นท่านจะต้องทราบก่อนว่าไวรัสอะไรเข้ามาอยู่บนระบบของท่าน
ส่วนใหญ่ระบบที่ถูกไวรัสคอมพิวเตอร์คุกคามคือระบบที่ไม่มีการใช้งานโปรแกรม
Anti-virus หรือมีการใช้งานโปรแกรม Anti-virus แต่ไม่ได้ทำการ update
ฐานข้อมูลไวรัส ดังนั้นการจะทราบถึงว่าไวรัสอะไรอยู่ในระบบได้นั้น
ท่านสามารถเลือกใช้วิธีการต่อไปนี้
-
นำเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นที่มีซอฟต์แวร์ Anti-virus
ติดตั้งอยู่และได้รับการ update
ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยและผ่านการตรวจสอบแล้วว่าระบบปราศจากไวรัส
คอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในการตรวจสอบว่าระบบของท่านถูกไวรัสอะไรคุกคาม
(สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบไวรัสโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์
อื่นด้วยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่องผ่านเครือข่าย
(หรือการต่อสาย Cross) สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ เช่น ThaiCERT ฯ)
- ใช้บริการระบบตรวจหาไวรัสคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ (ฟรี) เช่นที่ http://housecall.trendmicro.com/housecall/ หรือ http://www.pandasoftware.com/products/activescan/
เป็นต้น
จุดอ่อนของวิธีนี้คือการตรวจสอบอาจทำได้ไม่เร็วนักเนื่องจากความล่าช้าของ
เครือข่าย นอกจากนั้นระบบเหล่านี้อาจไม่ทำงานบนระบบของท่านที่มีซอฟต์แวร์
Anti-virus ยี่ห้ออื่นติดตั้งอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น
ไวรัสบางชนิดทำให้ระบบของท่านไม่สามารถใช้งานเครือข่ายได้เลย
บาง
ท่านอาจสงสัยว่าทำไมไม่ใช้วิธีติดตั้งซอฟต์แวร์ Anti-virus และ/หรือ
update ฐานข้อมูลไวรัส และเรียกใช้งานโปรแกรมดังกล่าว
เพื่อทำการตรวจหาไวรัสบนระบบของท่าน
จุดอ่อนของวิธีนี้คือเมื่อระบบของท่านถูกไวรัสคุกคาม
ไวรัสอาจทำการปิดกั้นหรือขัดขวางระบบทำให้ท่านไม่สามารถติดตั้งหรือเรียกใช้
งานซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ หรืออาจทำให้ซอฟต์แวร์ Anti-virus
ทำงานขัดข้องหรือบกพร่องได้
เมื่อทราบว่าระบบติดไวรัสชนิดใดแล้ว
ให้ทำการจัดหาโปรแกรมสำหรับกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ตัวนั้นๆ (Fix Tool)
มาใช้กำจัดไวรัสบนระบบของท่าน ซึ่งท่านสามารถ download โปรแกรม Fix Tool
เหล่านี้มาใช้งานได้ฟรีจากเว็บไซต์ต่างๆ เช่น http://securityresponse.symantec.com/avcenter/tools.list.html หรือ http://www.pandasoftware.com/download/utilities/
เป็นต้น ท่านอาจจะต้องทำให้ระบบปฏิบัติการของท่านทำงานใน Safe Mode
(ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ) เพื่อที่จะให้โปรแกรม Fix Tool
เหล่านี้ทำงานได้อย่างมีความถูกต้องสูงสุด
เมื่อกำจัดไวรัสบนระบบของท่าน
หมดแล้ว ให้ทำการตรวจสอบว่าระบบปฏิบัติการของท่านมีช่องโหว่ที่ critical
อยู่หรือไม่ ถ้ามี ให้ทำการแก้ไข ซึ่งการตรวจสอบและแก้ไข
โดยปกติทำได้โดยการ browse ไปที่ http://windowsupdate.microsoft.com/
เมื่อแก้ไขช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการเสร็จแล้ว ให้ทำการติดตั้งโปรแกรม
Anti-virus และ/หรือ update ฐานข้อมูลไวรัสให้ทันสมัยที่สุด
และเรียกใช้งานโปรแกรมดังกล่าวเพื่อทำการตรวจสอบระบบของท่านโดยละเอียดอีก
ครั้งหนึ่งว่าปราศจากไวรัสคอมพิวเตอร์แล้ว
โดยสรุปแล้ว ขั้นตอนคร่าวๆ ในการแก้ไขระบบที่ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ
1. ตรวจสอบว่าระบบติดไวรัสอะไร
โดยการใช้โปรแกรมสำหรับตรวจสอบไวรัสซึ่งอาจทำได้โดยการอาศัยเครื่อง
คอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งเข้ามาต่อพ่วงเพื่อช่วยในการตรวจสอบ
หรืออาศัยระบบการตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์ผ่านทางเว็บ (Web-based virus
scan engine)
2. Download โปรแกรมสำหรับแก้ไขไวรัสที่ตรวจพบมาใช้กำจัดไวรัส
3. อุดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ
4. Update ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรม Anti-virus แล้วใช้โปรแกรมทำการตรวจหาไวรัสบนระบบอีกครั้ง
การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
ท่านควรปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบของท่านถูกไวรัส
คอมพิวเตอร์คุกคาม (ข้อควรปฏิบัติ 2 ประการแรก เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด)
1. ติดตั้งโปรแกรม Anti-virus บนระบบของท่าน และ
@ ทำการ update ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมอยู่เสมอ (เลือกใช้งาน feature
การ update ฐานข้อมูลผ่านเครือข่ายโดยอัตโนมัติของโปรแกรม ถ้ามี)
@ เรียกใช้งานโปรแกรมเพื่อตรวจสอบหาไวรัส ทุกครั้งก่อนเปิดไฟล์จากแผ่นหรือสื่อบันทึกข้อมูลต่างๆ
@ เรียกใช้งานโปรแกรมเพื่อตรวจสอบหาไวรัส อย่างละเอียด บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน อย่างสม่ำเสมอ เช่น 1 ครั้งต่อสัปดาห์
หมายเหตุ : หากท่านไม่ต้องการที่จะเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์ Anti-virus
อย่างน้อยท่านควรจัดหาซอฟต์แวร์ Anti-virus ที่เป็น Freeware
มาติดตั้งและใช้งาน ตัวอย่างของซอฟต์แวร์ฟรีดังกล่าว ได้แก่ Avast
Anti-Virus Free Home-Edition (http://www.avast.com) และ AVG Anti-Virus Free Edition (http://free.grisoft.com)
2. ตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งท่านสามารถทำได้โดยการ browse ไปที่ http://windowsupdate.microsoft.com/ และปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้บนเว็บไซต์ดังกล่าวเพื่อทำการตรวจสอบและแก้ไขช่องโหว่ที่ critical ของระบบ
3. ปรับแต่งการทำงานของระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์บนระบบให้มีความปลอดภัยสูง เช่น
@ ปรับแต่งไม่ให้โปรแกรมที่ใช้อ่านอี-เมล์เช่น Microsoft Outlook
ทำการเปิดไฟล์ที่แนบมากับอี-เมล์ (attachment) อย่างอัตโนมัติ
@
ปรับ Security Zone ของ Microsoft Internet Explorer ให้เป็น High
Security โดยปรับแต่งที่ Internet Option ของโปรแกรม Internet Explorer
@ ไม่ควรอนุญาตให้โปรแกรม Microsoft Office เรียกใช้งาน Macro
@ เปิดใช้งานระบบ Firewall ที่ built-in อยู่บนระบบปฏิบัติการ MS Windows XP
@ งดใช้ Feature การ share ไฟล์ผ่านเครือข่าย หากไม่มีความจำเป็น
4. ใช้ความระมัดระวังในการเปิดอ่านอี-เมล์ และการเปิดไฟล์จากสื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ
@ หลีกเลี่ยงการเปิดอ่านอี-เมล์และไฟล์ที่แนบมากับอี-เมล์ จนกว่าจะรู้แหล่งที่มา
@ หลีกเลี่ยงการเปิดอ่านอี-เมล์ที่มีหัวเรื่องที่เป็นข้อความจูงใจเช่น ภาพเด็ด รหัสผ่าน คุณถูกรางวัล เป็นต้น
@ ตรวจสอบหาไวรัสบนสื่อบันทึกข้อมูล ทุกครั้งก่อนเรียกใช้งานไฟล์บนสื่อนั้นๆ
@ ไม่ควรเปิดไฟล์ที่มีนามสกุลแปลกๆ เช่น .pif รวมทั้งไฟล์ที่มีนามสกุลซ้อนกันเช่น .jpg.exe, .gif.scr, .txt.exe เป็นต้น
@ ไม่ใช้สื่อบันทึกข้อมูล ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และหลีกเลี่ยงการใช่สื่อบันทึกข้อมูลร่วมกับบุคคลและระบบอื่นๆ
@ ถือคติพจน์ว่า "ไม่ใช้แผ่นมั่ว ไม่ชัวร์อย่าเปิด"
5. สำรองข้อมูลที่สำคัญบนระบบอยู่เสมอ
ข้อนี้ไม่ได้เป็นการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์แต่เป็นข้อควรปฏิบัติที่ท่านควร
ทำ เพราะไม่มีระบบใดที่ปลอดภัย 100 % วันดีคืนดี
ระบบคอมพิวเตอร์ของท่านอาจเกิดการล่มและไม่สามารถกู้คืนมาได้
ซึ่งอาจมีสาเหตุได้หลากหลาย เช่น อุปกรณ์หรือสื่อบันทึกข้อมูลเกิดการชำรุด
หรือระบบอาจถูกไวรัสที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนคุกคามร้ายแรง เป็นต้น
อยู่ๆมันก็หายเกลี้ยงจากสารบบในเน็ตไปเลย (คาดว่าคุณมายาแกคงเก็บด้วยเหตุผลอะไรซักอย่าง)
และให้แอดค่ะ

ขอบคุณนะคะ
เราตอบคุณwarไว้ในกระทู้ด้วยง่ะ
ไม่รู้เห็นรึยังเอ่ย??
จะบอกว่าขอบคุณrecฟิกดีๆเหมือนกันนะ
start with a spinกะจะอ่านอยู่ตามที่คุณwarแนะนำ
แต่เพิ่งอ่านveela enigmaจบเมื่อวานเอง
เรื่องนี้คุณwarอ่านแล้วแน่เลย^^
เพราะเรื่องนี้ทำเรานอนไม่พอมาหลายคืนเลย ง๊วงง่วง
ยังไงติดSWASไว้ก่อนนะคะ
ปล.เราแอดคุณwarด้วยเมลที่ทิ้งไว้ในกระทู้เก่าๆด้วยอ่ะ ไม่ทราบว่ายังใช้เมลเดิมอยู่ป่าวคะ?
ขอบคุณอีกทีสำหรับเมนต์ในบล็อกนะ
#1 By Giwi on 2008-10-31 13:01